“นิ่วน้ำลาย” คืออะไร อันตรายหรือไม่?

หากพูดถึงโรคนิ่ว ทุกคนคงนึกถึงโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ นิ่วในถุงน้ำดี หรือนิ่วในไต แต่อาจมีอีกโรคหนึ่งที่หลายคนอาจยังไม่เคยได้ยิน นั่นก็คือ “นิ่วน้ำลาย” หรือ “นิ่วในต่อมน้ำลาย” นั่นเอง อาการเป็นอย่างไร อันตรายมากน้อยแค่ไหน และมีวิธีป้องกันอย่างไร มาดูกันค่ะ

นิ่วน้ำลาย คืออะไร?

นิ่วน้ำลาย หรือนิ่วในต่อมน้ำลาย เป็นอาการผิดปกติของท่อน้ำลายที่มีการอุดตัน จนทำให้น้ำลายไม่สามารถไหลออกมาให้ความชุ่มชื้นภายในปากได้ตามปกติ เมื่อมีอาการคั่งของน้ำลายมากๆ อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวด และอาจติดเชื้อ จนกลายเป็นผนังท่อน้ำลายอักเสบ หรือเป็นฝีได้

นิ่วน้ำลาย เกิดจากสาเหตุใด?

นิ่วน้ำลาย อาจยังไม่สามารถหาสาเหตุที่เกิดขึ้นได้อย่างแน่ชัด แต่เกิดขึ้นจากการสะสมขององค์ประกอบทางเคมีในน้ำลาย ส่วนใหญ่เป็นแคลเซียม อาจเกี่ยวข้องกับการสร้างน้ำลายลดลงและ/หรือมีผนังท่อน้ำลายหนา ซึ่งเป็นความผิดปกติที่ยังหาสาเหตุที่เกิดขึ้นได้ไม่ขัดเจน

ปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคนิ่วน้ำลาย

ถึงแม้ว่าเราจะยังหาสาเหตุที่เกิดโรคนิ่วน้ำลายได้ไม่ชัดเจน แต่เราพอจะทราบปัจจัยเสี่ยงที่เป็นการกระตุ้นให้เกิดโรคนี้ได้มากขึ้น นั่นคือ การดื่มน้ำน้อย การใช้ยาบางชนิด เช่น กลุ่มยาต้านฮีสตามีน ยาลดความดันโลหิต ยาทางจิตเวช และยาควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ หรืออาจเกิดขึ้นจากอาการบาดเจ็บ กระทบกระแทกของต่อมน้ำลาย จนทำให้น้ำลายคั่ง จนเกิดเป็นนิ่ว ขัดขวางการไหลของน้ำลาย จนทำให้ท่อน้ำลายอุดตันได้

วิธีป้องกันจากโรคนิ่วน้ำลาย

วิธีง่ายๆ ที่จะทำให้เราห่างไกลจากโรคนิ่วน้ำลาย คือการดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน อย่าให้ร่างกายอยู่ในภาวะขาดน้ำ รักษาความสะอาดในช่องปาก ทั้งฟัน เหงือก และลิ้น และหากพบอาการอักเสบ ปวด หรือบวมในบริเวณช่องปาก เหงือก หรือส่วนใดส่วนหนึ่ง ให้รีบปรึกษาแพทย์ในทันที โดยอาจเลือกแพทย์เฉพาะทางที่ดูแลเกี่ยวกับ หู คอ จมูก

วิธีดูแลตัวเอง เมื่อเป็นนิ่วน้ำลาย

วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการหลั่งของน้ำลาย สามารถทำได้โดยการประคบบริเวณที่ปวดด้วยน้ำอุ่น ใช้มือรีดข้างแก้ม คาง และบริเวณด้านข้างลงมาตามแนวแก้ม ดื่มน้ำมากๆ และรับประทานอาหารที่มีรสชาติเปรี้ยว เพื่อกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำลาย ซึ่งอาจช่วยให้ก้อนนิ่วเล็กๆ หลุดออกมาได้ แต่หากก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่ อาจต้องรักษาด้วยวิธีผ่าตัด ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแพทย์

สภาวิศวกรนำคณะตรวจสอบระบบไฟฟ้าใต้23ม.ค.

สภาวิศวกร ร่วมมือกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นำทีมวิศวกรอาสา ตรวจสอบระบบไฟฟ้าและโครงสร้างของอาคาร วันที่ 23 มกราคมนี้

ศ.ดร.อมร พิมานมาศ เลขาธิการสภาวิศวกร เปิดเผยว่า สภาวิศวกรร่วมมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นำทีมวิศวกรอาสาลงพื้นที่ตรวจสอบระบบไฟฟ้าและโครงสร้างของอาคารที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ พร้อมเปิดรับสมัครวิศวกรอาสา ที่เป็นสมาชิกของสภาวิศวกรและมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ไม่เคยถูกลงโทษฐานประพฤติผิดจรรยาบรรณใด ๆ ลงพื้นที่ตรวจสอบอาคารที่ได้รับความเสียหาย โดยวิศวกรอาสาของสภาวิศวกรจะลงพื้นที่ที่เทศบาลเมืองทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ในวันที่ 23 มกราคม 2560 ทำการตรวจสอบระบบไฟฟ้าและระบบโครงสร้างของอาคาร เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล อาคารสาธารณะ และอาคารอื่น ๆ ตามรายการตรวจสอบที่สภาวิศวกรกำหนด และมีการจัดสัมมนาอบรมเชิงปฏิบัติการแก่วิศวกรอาสา ณ ที่ทำการเทศบาลเมืองทุ่งสง

ศ.ดร.อมร กล่าวเพิ่มเติมว่า วิศวกรอาสาของสภาวิศวกรที่จะลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นวิศวกรที่เป็นสมาชิกของสภาวิศวกรที่ทำงานหรือมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ จึงมีความพร้อมในการเข้าร่วมตรวจสอบระบบโครงสร้างและระบบไฟฟ้าของอาคารที่ได้รับผลกระทบ และได้อาสาเข้าร่วมโครงการนี้เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

ธ.ออมสินต้านโกงป้องกันหลอกลวงไซเบอร์

ธนาคารออมสิน เปิดตัวโครงการ ออมสินสีขาว เผยแพร่ข้อมูลข่าวเชิงลึก ต้านทุจริตคอร์รัปชั่น ป้องกันการหลอกลวงทาง ไอที และระบบไซเบอร์

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน เปิดเผยภายหลังการเปิดงานรวมพลังร่วมต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น ภายใต้โครงการ ออมสินสีขาว ว่า ธนาคารเปิดตัวไมโครไซต์ ซึ่งเป็นสื่อทางการตลาดแบบ Viral of mouth ในเว็ปไซต์ www.ออมสินสีขาว.com เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเชิงลึก ทั้งในรูปแบบอินโฟกราฟฟิกส์ และข่าวสารต่าง ๆ ในโครงการนี้ เพื่อสื่อไปยังกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเว็บไซต์ทั่วไป ด้วยความรวดเร็วเป็นศูนย์กลาง และควบคุมทิศทางของข้อมูลข่าวสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยโครงการนี้ มาจากการที่รัฐบาลมีนโยบายในการป้องกันและปราบปรามต่อต้านการทุกจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนกำหนดเป็นภารกิจที่ต้องเร่งดำเนินการปรับปรุงกระบวนการ และขั้นตอนในการทำงานให้มีความรัดกุม มีกลไกในการติดตามตรวจสอบการดำเนินงาน รวมถึงการรายงานต่อกรรมการ ผู้บริหาร และหน่วยงานกำกับดูแลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการทุจริตทุกขั้นตอนทุกรูปแบบ ขณะที่ประชาชนมีความคาดหวังว่าจะเห็นทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน รวมทั้งในภาคประชาชน ร่วมกันต่อต้านทุกจริตคอร์รัปชั่น

ดื่มแอลกอฮอล์ขนาดไหน ถึงจะไม่โดนจับ..?

ขึ้นชื่อว่าแอลกอฮอล์นั้น ไม่ว่าจะดื่มเยอะดื่มน้อยขนาดไหน ก็ไม่ควรขับรถเด็ดขาด เพราะจะทำให้ความสามารถในการขับขี่ลดลงจนเป็นอันตรายต่อตัวเองและคนรอบข้างได้อย่างคาดไม่ถึง

แต่อย่างไรก็ดี ตามกฎหมายได้ระบุปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไว้ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หากเกินกว่านั้นจะถือว่าเมาแล้วขับ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 – 20,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ รวมถึงพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตเลยทีเดียว

แต่สำหรับใครที่เป็นพวกปฏิเสธเพื่อนไม่ได้ ขอจิบสักนิดก็ยังดี แบบนี้ลองมาดูว่าดื่มแค่ไหน ถึงจะไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ตามกฎหมาย

1.สุรา ประมาณ 90 ซีซี ไม่ผสม หรือผสมในปริมาณ 1 ฝาต่อแก้ว จำนวนไม่เกิน 6 แก้ว หรือ

2.เบียร์ ประมาณ 2 กระป๋อง หรือ 2 ขวดเล็ก หรือ

3.เบียร์ไลท์ ประมาณ 4 ประป๋อง หรือ 4 ขวดเล็ก หรือ

4.ไวน์ ปริมาณต่อแก้ว 80 ซีซี ไม่เกิน 2 แก้ว

ซึ่งปริมาณแอลกอฮอล์เหล่านี้ หากขับรถภาย 1 ชั่วโมงหลังจากดื่ม ปริมาณแอลกอฮอล์จะไม่อยู่ในระดับที่เกินกฎหมายกำหนด แต่ทางที่ดีควรหยุดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อยประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมงก่อนขับรถ พร้อมทั้งดื่มน้ำในปริมาณมากๆ เพื่อให้แอลกอฮอล์ถูกขับถ่ายมาทางปัสสาวะ อีกทั้งไม่ควรดื่มเครื่องดื่มหลายชนิดผสมกัน เพราะอาจทำให้เกิดความสับสนจนทำให้ปริมาณแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนดได้

แต่ถ้ามีทางเลือกอื่น เช่น กลับแท็กซี่, ให้เพื่อน (ที่ไม่ดื่ม) ขับรถแทน ฯลฯ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้มากโขครับ

อาการผิดปกติ และสัญญาณเตือนรถใกล้พัง!!!

คนใช้รถหรือขับถทุกวัน บางครั้งก็ต้องสังเกตอาการของรถให้ดี ยิ่งรถที่มีเลขไมล์เยอะๆ รถเก่า หรือรถมือสอง ยิ่งควรระวัง หมั่นสังเกตให้มากขึ้น และใช่ว่ารถใหม่จะไม่เป็น บางครั้งบางคราวมันก็อาจจะรวนขึ้นมาเองก็ได้

ซึ่งถ้าหากเกิดอาการผิดปกติ หรือเริ่มมีสัญญาณเตือน คุณควรจะรีบนำรถไปเช็ก หรือซ่อมทันที ไม่เช่นนั้นอาการที่เพิ่งเริ่มเกิด อาจลุกลามบานปลาย กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ แทนที่จะเสียเงินซ่อมแค่นิดหน่อย อาจจะได้ซ่อมแพงกว่าเดิม

ดังนั้นเรามาดูอาการ และสัญญาณเตือนล่วงหน้าของรถคุณ ที่พยายามจะบอกให้คุณได้ทราบ ว่ามันเริ่มผิดปกติแล้วกันดีกว่า

1.พวงมาลัย หากมีอาการสั่น, หนักผิดปกติ, หรือหลวมเกินไป มีระยะฟรีเพิ่มขึ้น (อย่างน้อย 1 นิ้ว) ให้รีบนำไปเช็ก หรือซ่อม เพราะไม่อย่างนั้นอาจทำให้ลูกยางต่างๆ รวมไปถึงยางเฟืองท้ายเสียหายตามไปด้วย

2.เกียร์ หากมีเสียงดังขณะเข้าเกียร์ว่าง หรือเข้าเกียร์อื่นๆ, เปลี่ยนเกียร์ยากขึ้น ต้องขยับเพราะติดๆ ขัดๆ อยู่นาน, เหยียบคลัทช์เข้าเกียร์แล้วมีเสียงดัง, กระปุกน้ำมันเกียร์ หรือห้องเกียร์มีน้ำมันไหลออกมา

3.คลัทช์ หากเหยียบคลัทช์แล้วเข้าเกียร์ยากขึ้น, เหยียบแป้นคลัทช์แล้วมีเสียงดังผิดปกติ, คลัทช์ลื่น, เหยียบคลัทช์แล้วจมไม่เด้งกลับคืนมา, แป้นคลัทช์สั่นไปมา ขึ้นๆ ลงๆ

4.เบรก หากหยุดรถไม่อยู่, เบรกลื่น, เบรกแล้วรถปัดไปมาทางใดทางหนึ่ง, แป้นเบรกจมลงไปไม่เด้งกลับมา, เหยียบแป้นเบรกแล้วมีเสียงดัง

5.น้ำมันหล่อลื่นต่างๆ ทั้งน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรก น้ำมันคลัทช์ น้ำมันเพาเวอร์ หากมีสัญญาณเตือนขึ้นมาที่หน้าปัดรถยนต์ขณะขับขี่ ให้รีบขับรถไปที่อู่เพื่อตรวจเช็กตรวจหาสาเหตุ เพราะหากขับต่อไปเครื่องยนต์อาจเสียหาย เนื่องจากไม่มีน้ำมันพวกนี้หล่อลื่น แต่ถ้าอู่อยู่ไกลให้หาซื้อน้ำมันหล่อลื่นนั้นๆ มาเติมแก้ขัดไปก่อน แล้วจึงค่อยขับไปเข้าอู่อีกที

6.ยาง สังเกตดูที่ดอกยาง หากสึกหรอไม่เท่ากันอาจเป็นได้หลายสาเหตุ เช่น ดอกยางขอบล้อสึกหรอมากกว่าตรงกลาง (ยางรถมีลมอ่อนเกินไป), ดอกยางตรงกลางล้อสึกหรอมากกว่าขอบ (ยางรถมีลมแข็งเกินไป), ดอกยางสึกหรอข้างใดข้างหนึ่ง (มุมแนวตั้งของยางไม่ตรง), ดอกยางเป็นบั้งๆ (แนวของยางไม่ขนานกับแนวเคลื่อนที่ของรถ)

หากเกิดเหตุการณ์ตามที่กล่าวมา หรือมีเหตุอื่นๆ ที่ไม่ปกติ คุณควรรีบไปจัดการแก้ไข ตรวจเช็ก และซ่อมแซมโดยทันที เพราะปัญหาเล็กๆ อาจลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่โตได้

สัมมนาศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบขนส่งสินค้าเชียงของ

ขนส่งทางบก ร่วม จัดสัมมนาทดสอบความสนใจของนักลงทุน ครั้งที่ 2 โครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จ.เชียงราย

นายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกกำหนดยุทธศาสตร์และแนวคิดในการพัฒนาสถานีขนส่งสินค้าเพื่อยกระดับการขนส่งสินค้าของไทยให้เป็นศูนย์กลาง ASEAN โดยมีการพัฒนาสถานีขนส่งสินค้าในเมืองหลักและจังหวัดชายแดนมาอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จ.เชียงราย เป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญของกรมการขนส่งทางบก ในการพัฒนาศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งให้เป็นประตูการค้าในแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ – ใต้ เชื่อมโยงและรองรับสินค้าระหว่างประเทศที่ขนส่งมาตามทางหลวงสาย R3A เข้าสู่ประเทศไทยทางสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 รวมถึงรองรับการเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้า จากถนนเป็นระบบราง ตามแผนการก่อสร้างทางรถไฟ สายเด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ หากดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าและลดต้นทุนในการขนส่งสินค้า เพื่อให้ไทยก้าวสู่การ เป็นผู้นำและเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของ ASEAN ที่มีคุณภาพ ซึ่งปัจจุบันได้ศึกษาความเหมาะสม ออกแบบรายละเอียด จัดกรรมสิทธิ์และเวนคืนที่ดินเสร็จสมบูรณ์แล้ว และจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างภายในปี 2560 นี้ โดยการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน มีรัฐเป็นผู้เวนคืนที่ดิน ลงทุนสิ่งก่อสร้างภายในศูนย์ฯ และให้เอกชนเป็นผู้รับสัมปทานและบริหารจัดการศูนย์ฯ

กรมการขนส่งทางบก เล็งเห็นศักยภาพ โอกาส การขยายธุรกิจการลงทุนของภาคเอกชน และผู้ประกอบการขนส่งสินค้า ตลอดจนการสนับสนุนเงินลงทุนจากสถาบันการเงิน จึงจัดการสัมมนาทดสอบความสนใจของนักลงทุนครั้งที่ 2 เพื่อนำเสนอรูปแบบการลงทุน พร้อมทั้งจัดให้มีการเสวนาในหัวข้อ “เชียงของ กับการเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์แห่งอนาคต” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและทิศทางการพัฒนาโครงการในอนาคต และรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการร่วมลงทุน

ดีเดย์รถตู้รถโดยบขส.ติดตGPSภายใน31มี.ค.

กระทรวงคมนาคม คาดรถโดยสารสาธารณะและรถตู้ทุกคัน ติดตั้ง GPS เสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม

นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการมอบนโยบายและตรวจสอบความพร้อมของการติดตั้ง GPS Tracking ในรถตู้โดยสารสาธารณะ และความพร้อมของรถและพนักงานขับ ว่า เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นการเดินทางให้กับประชาชนที่ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะในเส้นทางกรุงเทพฯ – ต่างจังหวัด

กรมการขนส่งทางบก กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ และบริษัท ขนส่ง จำกัด ได้บูรณาการทำงานร่วมกัน ด้วยการกำหนดมาตรการตรวจเข้มความพร้อมของรถโดยสารสาธารณะและรถตู้โดยสารสาธารณะที่ให้บริการกรุงเทพฯ – ต่างจังหวัด ระยะทางไม่เกิน 300 กิโลเมตร ด้วยการตรวจสอบความคืบหน้าการติดตั้ง GPS Tracking และเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์บริหารการเดินรถด้วยระบบ GPS ในการตรวจสอบพฤติกรรมของพนักงานขับรถมีการใช้ความเร็วเกินกำหนด และรับส่งผู้โดยสารนอกสถานีหรือไม่ ส่วนรถตู้ทุกคันจะต้องเข้ารับ – ส่งผู้โดยสารที่สถานีหรือจุดจอดที่ได้รับการเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะ

ทั้งนี้ ตามนโยบายได้มอบหมายให้รถโดยสารสาธารณะและรถตู้ทุกคัน จะต้องติดตั้ง GPS ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม 2560 ตามประกาศของกรมการขนส่งทางบก โดยหากไม่ดำเนินการตามประกาศและยังนำรถมาวิ่งให้บริการถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.กรมการขนส่งทางบก พ.ศ.2522

พลังงานจ่อชงกพช.รับซื้อไฟพลังงานทดแทน

กระทรวงพลังงาน เตรียมเสนอกพช.เดินหน้ารับซื้อไฟพลังงานทดแทน พร้อมเร่งเดินหน้านโยบาย Energy 4.0

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงฯ อยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับแผนการพัฒนาพลังงานทดแทนให้เป็นพลังงานที่มีเสถียรภาพ สามารถใช้งานได้ตลอดเวลา คาดว่าจะเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. พิจารณาเห็นชอบได้ในการประชุมรอบถัดไปวันที่ 17 กุมภาพันธ์นี้ โดยจะเน้นการบูรณาการผสมผสานพลังงานทดแทนประเภทต่างๆ หรือ ไฮบริด ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่มีประเภทใดมากหรือน้อยจนเกินไป เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทน เบื้องต้นน่าจะดำเนินการได้ประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ ในพื้นที่ที่มีระบบสายส่งรองรับเพียงพอ ส่วนอัตราการรับซื้อไฟฟ้าน่าจะใช้การรับซื้อตามต้นทุนที่แท้จริง หรือ ฟีด อินทารีฟ ตามเดิม เพราะเป็นรูปแบบที่ทำให้เกิดการแข่งขัน

นอกจากนี้ กระทรวงฯ จะเร่งเดินหน้าพัฒนาพลังงานชีวภาพตามนโยบาย Energy 4.0 โดยมีแนวคิดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง เพื่อผลิตไฟฟ้าจากอ้อยและมันสำปะหลังในเฟสแรก ก่อนพิจารณาขยายไปยังวัตถุดิบอื่นในเฟสที่ 2 หากดำเนินการสำเร็จเชื่อว่าจะสร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 75,000 บาทต่อคนต่อปี รวมถึงเตรียมเข้าร่วมงานอัสตานา เอ็กซ์โป 2017 เพื่อแสดงศักยภาพด้านพลังงานของประเทศ ระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน – 10 กันยายนนี้ ณ สาธารณรัฐคาซัคสถาน คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 5 ล้านคน

อุตฯออกแพ็คเกจช่วยผู้ประกอบการน้ำท่วม

กระทรวงอุตสาหกรรม ออกแพคเกจช่วยผู้ประกอบการใต้ร่วม SME BANK พักชำระหนี้ – สินเชื่อฉุกเฉินฟื้นฟูกิจการ 5 แสนบาท/ราย

นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ ว่า หน่วยงานในพื้นที่ของกระทรวงฯได้สำรวจความเสียหาย โดยพบว่า ล่าสุด มีโรงงานที่ได้รับความเสียหายจำนวน 81 ราย เหมืองแร่ 2 ราย ความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 43 ล้านบาท ดโญกระทรวงฯ ได้จัดเตรียมแผนระยะสั้น Gปิดสายด่วน 1564 เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำแก่โรงงานที่ประสบอุทกภัยเพื่อถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติความปลอดภัยในโรงงาน 4 เรื่องหลัก ได้แก่ มาตรการจัดการสารเคมี มาตรการจัดการกากอุตสาหกรรม มาตรการป้องกันอุปกรณ์เครื่องจักร และมาตรการป้องกันระบบไฟฟ้า ตลอดจนการยกเว้นค่าธรรมเนียมการต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ค่าธรรมเนียมรายปีให้กับโรงงานจำพวกที่ 2 และ 3 ในพื้นที่ภาคใต้

ส่วนแผนระยะยาว กระทรวงฯ ได้เตรียม 3 โครงการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้แก่ โครงการแปลงเครื่องจักรเป็นทุนสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ตั้งเป้าหมายไม่น้อยกว่า 500 ราย โครงการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ตั้งเป้าหมาย 1,000 ราย พร้อมประสานงานกับสถาบันการเงินให้ด้วย และโครงการ Thailand Spring Up ก้าวกระโดดประเทศไทย ยกระดับเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย ลดการใช้พลังงาน และเพิ่มมูลค่ากากอุตสาหกรรมให้กับ SMEs หลังน้ำลด ขณะที่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย SME BANK จะพักชำระหนี้เป็นระยะเวลา 6 เดือน พร้อมให้วงเงินสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูกิจการ วงเงินต่อรายสูงสุดไม่เกิน 5 แสนบาท ระยะเวลากู้สูงสุดไม่เกิน 5 ปี โดยปลอดชำระคืนเงินต้นในช่วง 1 ปีแรก เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs

สุวรรณภูมิเล็งปรับปรุงRunwayบางส่วนเริ่มมี.ค.

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เตรียมแผนปรับปรุง Runway บางส่วน มี.ค. – พ.ค.60 ชี้ เป็นช่วงเวลาเหมาะสมก่อนเข้าฤดูฝน ผู้โดยสารน้อยกว่าช่วงอื่นๆ

นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) มีแผนปรับปรุงทางวิ่งด้านทิศเหนือบางส่วน ในระหว่างวันที่ 3 มีนาคม – 5 พฤษภาคม 2560 รวมทั้งสิ้น 60 วัน ทั้งนี้ แผนการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามแผนการปรับปรุงทางวิ่งและทางขับตามระยะที่ ทอท. กำหนด เพื่อความปลอดภัยของอากาศยานและผู้โดยสาร ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมทั้ง การดำเนินการดังกล่าวอยู่ในช่วงเวลาการปรับปรุงที่เหมาะสมที่สุดเพราะเป็นช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูฝนของปี 2560 และเป็นช่วงเวลาที่มีการใช้บริการของผู้โดยสารน้อยกว่าช่วงเวลาอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้ใช้บริการโดยทั่วไปเป็นกังวลว่า อาจมีผลกระทบต่อความล่าช้าในการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่างการดำเนินการปรับปรุงทางวิ่งนั้น ทสภ. ได้พิจารณาและตรวจสอบปริมาณเที่ยวบินและสถิติจำนวนผู้โดยสารแล้ว ส่วนใหญ่เป็นผู้โดยสารที่เดินทางภายในประเทศและเดินทางผ่านทางท่าอากาศยานดอนเมือง โดยช่วงเวลาดังกล่าวจะส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อการให้บริการ ซึ่ง ทสภ. ได้เตรียมแผนการรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้สามารถรองรับการให้บริการผู้โดยสารได้ ทั้งนี้ ทางวิ่งเส้นที่มีการปรับปรุงดังกล่าวยังคงความสามารถในการทำการบินขึ้นได้ต่อไป