วิธีรับมือเมื่อรถยางแตก – ระเบิด ขณะขับรถ

ทุกวันนี้การขับขี่บนท้องถนน มักมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นบ่อยๆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความประมาท ซึ่งหากไม่เกิดขึ้นเพราะตัวเราเอง ก็อาจเป็นเพราะคนอื่น โดยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ และบางครั้งมันก็อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้งานแบบไม่ทันตั้งตัว อย่างเช่น ยางแตก ยางระเบิด

โอกาสที่จะเกิด ยางแตก ยางระเบิด ถือว่ามีน้อยมากกว่าการเกิดอุบัติเหตุประเภทอื่นๆ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเลย และถ้ามันเกิดขึ้น ในขณะที่คุณขับรถมาด้วยความเร็ว จะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งคุณคงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้น แต่ถ้ามันสุดวิสัย เกิดขึ้นมาจริงๆ ล่ะ คุณจะทำยังไง?

เอาเป็นว่า มาดูวิธีรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉิน ยางแตก ยางระเบิด เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดกันดีกว่า

1. ควบคุมสติของตนเอง อย่าตื่นตกใจเกินไป เพราะหากคุณควบคุมสติได้ดี เปอร์เซ็นต์ความปลอดภัยก็จะมีมากขึ้น

2. ใช้มือทั้ง 2 ข้าง จับพวงมาลัยให้แน่น และมั่นคง เพื่อประคองรถให้กลับมาอยู่ในเลน เพราะรถอาจเกิดอาการส่ายไปมาจากแรงระเบิด บวกกับความเร็วที่ใช้อยู่ในขณะนั้น

3. มองดูกระจกหลังว่ามีรถตามมาหรือไม่ และเปิดไฟฉุกเฉิน (ห้ามดึงเบรกมือเด็ดขาด เพราะจะทำให้รถหมุนกลางถนน)

4. กดเบรคแต่ไม่ต้องแรงมาก ค่อยๆ ผ่อน ค่อยๆ กดลงไป เพราะหากกดเบรคแรงๆ อาจทำให้รถหมุนได้ (ในรถเกียร์ธรรมดา ห้ามเหยียบคลัตช์โดยเด็ดขาด เนื่องจากจะทำให้รถไม่เกาะถนน ควบคุมได้ยากขึ้น จนอาจเสียหลักได้)

5. เมื่อความเร็วลดลงแล้ว ให้ประคองรถเข้าไหล่ทางด้านซ้าย (ระวังรถที่ขับตามหลังมาด้วย)

6. เมื่อสามารถควบคุมรถได้แล้ว ให้จอดบริเวณที่ปลอดภัย (ไหล่ทางที่กว้างพอ เพื่อไม่ให้รถที่ขับมาจากด้านหลังเฉี่ยว ชน ฯลฯ)

และหลังจากจอดรถเข้าข้างทางเรียบร้อย สิ่งต่อไปที่ต้องทำก็คือ เปลี่ยนยางเส้นที่แตกด้วยยางอะไหล่ หรือถ้าไม่มียางอะไหล่สำรอง ก็ต้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เช่น เพื่อนร่วมทาง, ครอบครัว, รถยก, รถลาก ฯลฯ

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ยางรถยนต์เกิดแตก หรือระเบิดขึ้นมา มีหลายอย่าง แต่หลักๆ จะมีดังนี้

1. บรรทุกของจนน้ำหนักเกินมาตรฐานมากเกินไป

2. ลมยางอ่อนมากเกินไป เพราะแรงดันลมยางที่อยู่ภายในยางมีน้อย จึงทำให้ยางรถผิดรูป ไม่กลมแบบที่ควรจะเป็น

3. หลุม บ่อ ถนนพัง ที่มีอยู่ทั่วไปบนท้องถนนเมืองไทย

4. ไม่ได้ดูแล ตรวจสภาพยางรถยนต์ จนยางเสื่อมสภาพ หมดอายุการใช้งาน

สุดท้ายนี้ ขอย้ำเตือนเลยว่า สติ สำคัญที่สุดในกรณีที่เกิด ยางแตก ยางระเบิด และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุแบบนี้ขึ้น คุณสามารถทำได้ด้วยการ ตรวจเช็กยางรถยนต์อยู่เสมอ คอยสังเกต คอยดูว่ายางมีปัญหา หรือมีอาการผิดปกติอะไรหรือไม่ จะได้ไม่ต้องมานั่งเสี่ยงกับอันตรายแบบนี้

ยางแท่นเครื่องรถยนต์ จำเป็นต้องเปลี่ยนด้วยหรือ?


สำหรับยางแท่นเครื่องที่ใช้ในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่เป็นรถขับเคลื่อนล้อหน้า โดยปกติจะมีอยู่ 4 ตัว โดยติดตั้งไว้ที่ด้านหน้ารถยนต์บริเวณใกล้หม้อน้ำ 1 ตัว บริเวณใกล้ผนังห้องเครื่องยนต์ 1 ตัว ที่ยางแท่นเครื่อง 2 ตัว เพื่อป้องกันเครื่องยนต์กระดกในแนวหน้า และหลัง ส่วนยางแท่นเครื่องอีก 2 ตัวที่เหลือ จะถูกติดตั้งใกล้กับซุ้มล้อหน้าทั้ง 2 ข้าง แถวๆ สายพานหน้าเครื่องยนต์ และเสื้อเกียร์อีกด้านละตัว ทำหน้าที่ป้องกันเครื่องยนต์โยกซ้าย-ขวา

สาเหตุที่รถยนต์ต้องมียางแท่นเครื่อง เพราะในการออกตัว หรือการเบรค เครื่องยนต์จะมีอาการโยนตัวไปมา จึงจำเป็นต้องมียางสังเคราะห์เพื่อซับแรงสั่นสะเทือน โดยเฉพาะการสั่นสะเทือนเข้ามาภายในห้องโดยสาร ทำให้เกิดความรำคาญเป็นอย่างมาก หนักเข้าก็อาจถึงขั้นทำให้ชิ้นส่วนรถยนต์เสียหาย

วิธีสังเกตยางแท่นเครื่องเสื่อมสภาพ

อาการยางแท่นเครื่องเสื่อมสภาพ เราจะเห็นอาการตั้งแต่จอดรถติดเครื่องยนต์ และเปิดเครื่องปรับอากาศในรถรอให้คอมแอร์ทำงาน สังเกตได้ว่าเครื่องยนต์จะสั่นอย่างเห็นได้ชัดเจน และจะลดอาการสั่นเมื่อคอมแอร์ตัดการทำงาน จากนั้นลองใส่เกียร์ D ปล่อยให้รถไหลออกตัวช้าๆ ค่อยๆ เหยียบเบรค ก็จะเห็นอาการเครื่องยนต์ที่สั่นสะเทือน แล้วมันก็จะสั่นมาถึงเงินในกระเป๋าคุณในทันที

เพราะยางแท่นเครื่องราคาค่อนข้างสูง หากเปลี่ยนของแท้ที่ศูนย์บริการ แค่รถเก๋งซิตี้คาร์ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายอย่างต่ำประมาณ 5,000 บาท (รวมค่าแรง) หากครั้งนั้นคุณไปถ่ายน้ำมันเครื่องด้วยก็จะต้องเสียเงินร่วม 7,000 บาท เลยทีเดียว แต่คุณสามารถเช็กราคาก่อนซ่อมได้ที่ศูนย์บริการ หรือที่อู่นอกเพื่อคำนวณค่าใช้จ่ายได้

ควรเปลี่ยนยางแท่นเครื่องเมื่อไหร่?

โดยปกติแล้วทางศูนย์บริการจะให้เปลี่ยนตั้งแต่ก่อนระยะ 100,000 km. แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณด้วยว่าจะเปลี่ยนหรือไม่ เพราะถ้าคุณไม่ได้ใช้รถถึงขนาดขึ้นเขาลงห้วยเส้นทางเป็นหลุมเป็นบ่อเป็น ประจำ ถ้าอาการสั่นยังไม่ออกชัดเจน หรือเห็นว่ายังไม่สึกหรอมาก ก็ยังไม่ต้องเปลี่ยนในทันที ยังพอมีเวลาเก็บเงินไว้เปลี่ยนในครั้งหน้า ส่วนใครที่รักษาดูแลรถเป็นอย่างดีจับอาการรถเก่งจะเปลี่ยนตามที่ศูนย์บริการ แนะนำก็ได้

ยางแท่นเครื่องก็เหมือนชิ้นส่วนอื่นๆ ของรถยนต์ต้องมีการสึกหรอตามอายุการใช้งาน ถ้าไม่อยากให้ยางแท่นเครื่องกลับบ้านเก่าเร็วก็ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการขับรถ ของคุณ เมื่อเจอลูกระนาดก็ค่อยๆ หยอด เจอทางขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อหลบได้ก็หลบ เพราะไม่ใช่แค่ช่วงล่าง ยางรถ โช๊คอัพ ลูกหมาก ปีกนก ที่เสียหายยังรวมไปถึงยางแท่นเครื่องอีกด้วย… จบแค่นี้ก่อนครับเมียเรียกไปนอนแล้ว

สายพานหน้าเครื่องคืออะไร มีความสำคัญแค่ไหน?

องค์ประกอบของเครื่องยนต์ที่จำเป็นต้องดูแลมีหลายส่วน ซึ่งนอกเหนือจากเรื่องหลักๆ อย่างเช่น ของเหลวต่างๆ แล้ว สายพานต่างๆ ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะสายพานมีหน้าที่ถ่ายทอดกำลังจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งนั่นเอง

ซึ่งสายพานที่คุณมักจะได้ยินชื่อเสียงบ่อยๆ ก็คงจะหนีไม่พ้น สายพานไทม์มิ่ง และ สายพานหน้าเครื่อง ซึ่ง มีหน้าที่ในการทำงานอยู่คนละส่วน แยกกันอย่างชัดเจน และที่ต้องบอกแบบนี้ เพราะบางคนยังเข้าใจว่า สายพานทั้ง 2 แบบ คือสายพานตัวเดียวกัน ทั้งที่ความจริงแล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเลย

สำหรับครั้งนี้เราจะขอพูดถึง สายพานหน้าเครื่อง ซึ่งมีหน้าที่ในการถ่ายทอดกำลังที่ได้จากเครื่องยนต์ หรือมอเตอร์ไฟฟ้า ไปขับเคลื่อนชิ้นส่วน หรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ทำงานเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกัน โดยพลังงานในส่วนนี้จะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานอื่น ซึ่งจะมีมู่เล่ย์คอยรับ และถ่ายทอดกำลังที่ได้เหล่านี้ไปยังระบบต่างๆ

แต่ก่อนอื่นขออธิบายให้คนที่ยังไม่ทราบได้รู้กันก่อนว่า สายพานหน้าเครื่องที่พูดถึงมีอะไรบ้าง เช่น สายพานเพาเวอร์, สายพานไดชาร์จ, สายพานปั๊ม, สายพานคอมเพรสเซอร์แอร์ ฯลฯ และสำหรับสมัยนี้รถใหม่ๆ ส่วนใหญ่ จะใช้สายพานเพียง1 – 2 เส้น คอยทำหน้าที่ถ่ายทอดกำลังชิ้นส่วนต่างๆ ที่กล่าวมา ซึ่งมันแตกต่างจากเมื่อก่อน ที่จะใช้สายพานหลายๆ เส้นในการทำงานในแต่ละส่วน

นอกจากนี้ สายพานหน้าเครื่อง มีอายุการใช้งานอย่างน้อย 50,000 กิโลเมตร หรือ 2 – 3 ปี แต่ถ้าไม่มั่นใจ ก่อนถึงระยะให้เปิดฝากระโปรงหน้า แล้วตรวจเช็กเองก็ได้ เพราะมันอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นชัดเจน คุณก็เพียงแค่สังเกตดูว่า มีรอยแตกลายงา เนื้อยางแตกเป็นบั้งๆ หรือสายพานมีเส้นด้ายหลุดหลุ่ยออกมามากหรือไม่ ฯลฯ หากมีอาการตามที่กล่าวมา ให้เปลี่ยนใหม่ทันที เพราะหากใช้ต่อไป ถ้าสายพานขาด ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสายพานจะใช้งานไม่ได้ทันที และอาจทำให้ระบบเสียหายมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

และปัญหาของสายพานที่มักพบเจอได้บ่อยๆ ก็คือเรื่องของเสียงที่ดัง เอี๊ยดอ๊าด โดยเฉพาะตอนที่เครื่องยนต์ยังเย็น หรือตอนที่เพิ่งสตาร์ทใหม่ๆ ซึ่งสาเหตุที่สายพานดังอาจเป็นเพราะ ความตึงของสายพานหย่อนยานลงไป วิธีแก้ไขก็คือการตั้งระยะความตึงของสายพานใหม่ และหลังจากตั้งใหม่แล้ว ให้เช็กดูด้วยว่า หากกดสายพานลงไปมันต้องมีความตึง ไม่หย่อนลงไปเหมือนเดิมอีก

สุดท้ายนี้ หากมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับสายพาน ไม่ว่าจะเส้นไหน คุณควรรีบตรวจเช็กหาสาเหตุ เพราะถ้าวันใดสายพานเกิดขาดขึ้นมา แทนที่จะเสียเงินแค่ค่าสายพานเส้นใหม่ เผลอๆ อาจต้องเสียเงินเพิ่ม เพื่อซ่อมในจุดอื่นที่ได้รับผลกระทบตามไปด้วยก็ได้

ขึ้นเลย! สื่อแฉ “รามอส” ฉุน 2 แข้งชุดขาว เหตุปล่อยตัวอ้วนจัด

สื่อดังสเปนออกมาแฉว่า ห้องแต่งตัวของเรอัล มาดริด กำลังเดือดปุดๆ หลังจากมีข่าวลือว่า แข้งซีเนียร์ในทีมอย่างเซร์คิโอ รามอส ไม่พอใจสภาพความฟิตของนักเตะตัวเอง

สื่ออย่าง Okdiario ระบุว่า ปราการหลังกัปตันทีมนั้นไม่มีความสุขกับ คาริม เบนเซม่า และ อิสโก้ เนื่องจากเขาคิดว่านักเตะทั้งสองรายมีน้ำหนักตัวมากเกินไป

“มีความโกรธเคืองในห้องแต่งตัวของเรอัล มาดริดกับสองนักเตะ พวกเขาโดนตำหนิเนื่องจากซ้อมไม่ค่อยดีและยังมีน้ำหนักตัวมากอีก ซึ่งเกินมาคนละสองกิโลกรัมเลย”

“หนึ่งในนั้นคือคาริม เบนเซม่า และอีกคนคือ อิสโก้ รุ่นใหญ่ในทีมได้พบกับพวกเขาและขอให้ทั้งหมดปรับตัวด้วย รามอสเป็นดั่งขนบธรรมเนียมและผู้เฝ้าดูแลกฏ เซร์คิโอเป็นเสมือนตัวแทนของเรอัล มาดริด”

 

แฟนผีว่าไง?! “แรชฟอร์ด” ส่อไม่ต่อสัญญาเหตุเพราะ “ซลาตัน”

มาร์คัส แรชฟอร์ด กองหน้าวัยว้าวุ่นของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตกเป็นข่าวว่าน้อยใจหนัก ถึงขั้นอาจจะไม่ต่อสัญญาฉบับใหม่กับทีมอีกต่อไปก็ได้

ดาวยิงทีมชาติอังกฤษไม่ค่อยได้รับโอกาสจากโชเซ่ มูรินโญ่ลงสนามให้กับปีศาจแดงในฤดูกาลนี้มากนัก หลังการเข้ามาของซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่ก้าวขึ้นมายึดตัวจริงอย่างถาวร

สื่อดังเมืองผู้ดีอย่าง เดอะ ไทม์ส เปิดเผยว่า แรชฟอร์ดจะตัดสินอนาคตของตัวเองภายหลังสิ้นสุดฤดูกาลนี้ เนื่องจากเขากังวลว่าเขาอาจจะไม่ได้รับโอกาสอันใดเลยจากมูรินโญ่

โดยหัวหอกวัย 19 ปีนั้นเชื่อว่า เขาไม่ต้องการย้ายออกจากโอลด์ แทรฟฟอร์ด แต่เขาจะตัดสินใจย้ายจริงๆ หากหลังจบซีซั่นนี้เขาไม่ได้ลงเล่นมากเท่าที่ควร

สุดงง! “กิเลนผยอง” แบโผ 23 แข้งลุย “เอซีแอล” ไร้ “คลีตัน”

“กิเลนผยอง” เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด สโมสรแชมป์ไทยลีก ปีล่าสุด ตัดสินใจส่งรายชื่อ 23 ผู้เล่นลงแข่งขันในรายการ ฟุตบอล เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก 2017 รอบแบ่งกลุ่ม เป็นที่เรียบร้อย

โดยสร้างความแปลกใจให้กับแฟนบอลเป็นอย่างมาก เมื่อไม่มีชื่อของ คลีตัน ซิลวา ดาวซัลโวตัวเก่งชาวบราซิลของทีม อย่างไม่ทราบสาเหตุ สำหรับนักเตะต่างชาติในโควต้า 3+1 นั้น ประกอบด้วย เซลิโอ ซานโตส (บราซิล), นาโออากิ อาโอยามะ (ญี่ปุ่น), ลี โฮ (เกาหลีใต้) และ ซิสโก้ ฆิเมเนส (สเปน)

สำหรับ 23 นักเตะที่ทางสโมสรตัดสินใจส่งชื่อให้กับ เอเอฟซี ประกอบด้วย

ผู้รักษาประตู : กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์, ประสิทธิ์ ผดุงโชค, พุทธิพงษ์ พรมลี

กองหลัง : พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา, ธีราทร บุญมาทัน, เซลิโอ ซานโตส (บราซิล), นาโออากิ อาโอยามะ (ญี่ปุ่น), อดิศร พรหมรักษ์, สุพรรณ ทองสงค์, พิทักษ์พงษ์ กุลวรรณ, ทริสตอง สมชาย โด

กองกลาง : ลี โฮ (เกาหลีใต้), รัชพล นาวันโน, ชนาธิป สรงกระสินธ์, สารัช อยู่เย็น, ศนุกรานต์ ถิ่นจอม, วงศกร ชัยกุลเทวินทร์, วัฒนา พลายนุ่ม, สรวิชญ์ พานทอง

กองหน้า : ธีรศิลป์ แดงดา, อดิศักดิ์ ไกรษร, มงคล ทศไกร , ซิสโก้ ฆิเมเนส (สเปน)

ซึ่งตัวแทนจากไทย ถูกจับให้อยู่ในกลุ่มอี ร่วมกับ คาชิม่า แอนท์เลอร์ส (ญี่ปุ่น), อุลซาน ฮุนได (เกาหลีใต้) และ บริสเบน โรร์ (ออสเตรเลีย)

“บุรีรัมย์” บรรลุสัญญายืมตัว “ภานุพงศ์ พลซา” จากฉลามชล

“ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด สโมสรในศึกโตโยต้า ไทยลีก บรรลุข้อตกลงกับ ชลบุรี เอฟซี ในการขอยืมตัว ภานุพงศ์ พลซา นักเตะสารพัดประโยชน์อนาคตไกล ด้วยสัญญายืมตัว 1 ฤดูกาล

โดยนายทัดเทพ พิทักษ์พูลสิน ผู้จัดการทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เปิดเผยถึงเรื่องดังกล่าวว่า ตอนนี้เราได้บรรลุข้อตกลงในการยืมตัว ภานุพงศ์ พลซา นักเตะสารพัดประโยชน์จากชลบุรี เอฟซี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยสัญญายืมตัว 1 ฤดูกาล

“ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทาง ชลบุรี เอฟซี ที่ปล่อยตัวนักเตะมาให้เราใช้งาน ทางสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้ติดตามดูเด็กคนนี้มาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งทาง ภานุพงศ์ นั้นถือว่าเป็นนักเตะสารพัดประโยชน์ มีทักษะฟุตบอลที่ดี อีกทั้งมองว่าเป็นนักเตะอนาคตไกล เราเชื่อว่าสโมสรจะได้ประโยชน์จากความสามารถของเขา จึงมีการเจรจายืมตัวกันในที่สุด”

สำหรับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มีคิวลงสนามศึกฟุตบอล โตโยต้า ไทยลีก 2017 เกมที่ 2 ด้วยการออกไปเยือน ราชนาวี ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 19.00 น.

ประวัติ “ดิว” ภานุพงศ์ พลซา
ตำแหน่ง : ปีกขวา
วัน/เดือน/ปีเกิด : 3 มิถุนายน 2537
เกิดที่ : จ.เลย
ส่วนสูง : 166 ซม. น้ำหนัก : 62 กก.

ภานุพงศ์ พลซา เริ่มเล่นฟุตบอลครั้งแรกเมื่ออายุ 3 ปี โดยมีคุณพ่อซึ่งเป็นอดีตนักบอลเขต 4 จังหวัดเลย เป็นผู้ฝึกสอน “ดิว” เข้าสู่วงการลูกหนังอย่างจริงจัง เมื่อคัดตัวติดโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และพาทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลไพรม์มินิสเตอร์ รุ่นอายุ 16 ปี รอบประเทศได้ถึง 2 สมัยติดต่อกัน ทำให้ “ดิว” ภานุพงศ์ พลซา ก้าวขึ้นมาติดทีมเยาวชนชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 16 ปี

ปี 2012 ภานุพงศ์ พลซา ก็ได้รับสัญญาเป็นนักเตะอาชีพของ ชลบุรี เอฟซี และถูกส่งไปเล่นกับ พานทอง เอฟซี จากนั้นปี 2014 – 2015 ก็ถูกยืมตัวมาร่วมทีม ทีโอที เอสซี ก่อนที่ปี 2016 ชลบุรี เอฟซี จะเรียกตัวกลับมาใช้งาน และปี 2017 ก็ย้ายมาร่วมทัพกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในสัญญายืมตัว 1 ฤดูกาล

โธมัส มูนิเยร์ : “ผมเป็นเด็กผีพันธุ์แท้”

โธมัส มูนิเยร์ แบ็คขวาตัวแกร่งของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ออกมาประกาศลั่นให้โลกได้รับรู้ว่าตัวเองนั้นเป็นแฟนตัวยงของทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และอยากจะย้ายไปค้าแข้งให้ในอนาคต

โดยแข้งวัย 25 ปีที่ย้ายมาอยู่ในทีมปารีส เมื่อซัมเมอร์ก่อนด้วยค่าตัว 6 ล้านปอนด์ ได้ยกระดับฝีเท้าขึ้นมาจนเป็นหนึ่งในตัวท็อปของยุโรปเรียบร้อยแล้ว โดยมีสเต็ปต่อไปคือการสานฝันกับทีมรักในอนาคตหากเป็นไปได้

“ผมมักจะพูดอยู่เสมอว่าสักวันหนึ่งจะต้องย้ายไปเล่นในพรีเมียร์ลีกให้ได้” มูนิเยร์ กล่าว

“ตอนนี้ผมมีความสุขกับปารีสมาก และถ้าจะต้องอยู่ไปจนแขวนสตั๊ดก็ไม่ใช่เรื่องน่าผิดหวังอะไร แต่นั่นยังอีกยาวไกลนัก แต่หากวันหนึ่งผมมีโอกาสที่จะได้ย้ายออกจากสโมสรแห่งนี้ ทำไมจะไม่ทำล่ะ”

“และอีกหนึ่งอย่างที่ผมไม่เคยปิดบังเลย ไม่ว่าจะกับทั้งต้นสังกัดและกองเชียร์ก็คือ ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในสายตาของผมนี่คือหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดของโลกฟุตบอล”

อยู่ยากแล้ว! เพื่อนลั่นไม่ปลื้ม “เกรียนโอ้” นักเตะจอมขี้เกียจ

วาเลนติน อีสเซลิค กองกลางตัวเก่งของนีซไม่มีความสุขกับทัศนคติของ มาริโอ บาโลเตลลี่ กองหน้าจอมเกรียนที่ทำตัวเหมือนไม่อยากช่วยทีมในสนาม

บาโลเตลลี่ไม่มีชื่ออยู่ในทีมนีซชุดเสมอแรนส์ 2-2 เพราะเป็นหวัด แต่ก่อนหน้านั้นเขาเคยถูกดร็อปเป็นสำรองในเกมกับแซงต์ เอเตียน เพราะลูเซียง ฟาฟร์ เทรนเนอร์ไม่พอใจที่เขาไม่ลงมาช่วยเกมรับ ซึ่งอิสเซลิคก็ยอมรับว่าตนเองไม่ปลื้มเช่นกัน

“ผมเสียใจ แต่ผมต้องซื่อสัตย์และพูดความจริง มันน่าเสียดายที่เขาเอาแต่ก้มหน้า คุณเห็นในระหว่างซ้อมทุกวัน เขาเป็นผู้เล่นชั้นยอด แต่เขาดูเหมือนไม่อยากลงเล่นกับเรา มันน่าผิดหวัง เราควรได้ใช้ความสามารถของเขาในเกมแบบนี้”

“เรารู้ว่าโค้ชต้องการความพยายามสูงมากจากผู้เล่นในทีม เขาไม่ยอมรับใครก็ตามที่ก้าวเท้าออกจากสนามและคุณได้เห็นพฤติกรรมแบบนั้นจากบาโลเตลลี่”

 

ก.อุตฯ ลั่นเดินหน้าแผนปรับโครงสร้างอุตฯ อ้อยและน้ำตาล

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการปรับโครงสร้างอ้อยและน้ำตาลทราย ว่า ขณะนี้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปศึกษาแนวทางดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่กำหนดไว้ในช่วงฤดูหีบอ้อยปี 2560/61 หรือช่วงสิ้นปีนี้

แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า วันที่ 16 ก.พ.นี้ จะมีการหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลเพื่อหาบทสรุปแนวทางการลอยตัวราคาน้ำตาลทรายในประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการเสนอแนวทางหลักไว้ 2 แนวทาง คือ 1.การกำหนดเพดานขั้นสูงและขั้นต่ำ และแนวทางที่ 2.ลอยตัวให้เป็นไปตามกลไกตลาดโลก ซึ่งจำเป็นจะต้องศึกษาทางด้านกฎหมายว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ โดยเฉพาะกรณีหากมีเพดานต่ำสุด/สูงสุดจะทำได้หรือไม่ และกลไกตลาดจะอิงแบบใดที่ต้องหาแนวทางไม่กระทบต่อผู้บริโภคและชาวไร่อ้อย

“เราจะต้องเร่งสรุปแนวทางการปรับโครงสร้างให้ชัดเจนให้กับบราซิลภายในก.พ.นี้ เพราะก่อนหน้าบราซิลได้กล่าวหาไทยต่อองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ว่าอุดหนุนส่งออกน้ำตาลทราย จนเป็นสาเหตุให้ราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกตกต่ำ กระทบต่ออุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของบราซิล ทำให้มีการเจรจา ซึ่งบราซิลต้องการให้ไทยปรับโครงสร้าง ซึ่งจะรวมถึงการยกเลิกโควตาน้ำตาลด้วยว่าที่สุดเมื่อยกเลิก เราจะกำหนดวิธีใดที่จะไม่กระทบต่อการบริโภคในประเทศให้ขาดแคลน”แหล่งข่าวกล่าว

ทั้งนี้ บราซิลต้องการให้การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทย มีการยกเลิกโควตาน้ำตาลที่แยกเป็นการบริโภคในประเทศ หรือโควตา ก. การส่งออกซึ่งบริหารโดย บ.อ้อยและน้ำตาลทรายไทย (อนท.) หรือโควตา ข. 8 แสนกระสอบ และน้ำตาลเพื่อการส่งออกในส่วนที่เหลือจาก 2 ส่วน หรือโควตา ค. ซึ่งบราซิลต้องการให้ไทยยกเลิกระบบโควตา ดังนั้นไทยจำเป็นต้องหาแนวทางบริหารสต๊อกใหม่เพื่อลดความเสี่ยงการขาดแคลน

สำหรับแนวโน้มการหีบอ้อยฤดูผลิตปี 2559/60 ที่เริ่มตั้งแต่ 6 ธ.ค.2559 ที่ผ่านมายอมรับว่าปริมาณอ้อยเข้าหีบภาพรวมมีแนวโน้มว่าจะต่ำกว่าการคาดการณ์ไว้ว่าจะมีอ้อยเข้าหีบประมาณ 91.05 ล้านตันเล็กน้อย ขณะที่แนวโน้มปริมาณอ้อยในฤดูผลิต 2560/61 คาดจะสูงขึ้นมากจากปริมาณพื้นที่เพาะปลูกที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ปลูกมันสำปะหลังหันมาปลูกอ้อยจำนวนมากหลังราคามันสำปะหลังตกต่ำ